"7 เทคนิค ฟันกำไร หุ้นเดย์เทรด"

"7 เทคนิค ฟันกำไร หุ้นเดย์เทรด"
ติดตามความเคลื่อนไหวของหนังสือ "7 เทคนิค ฟันกำไร หุ้นเดย์เทรด" คลิ๊กโลดครับ

Saturday, November 2, 2013

จาก"วินมอเตอร์ไซค์"สู่เซียนหุ้น VI 'ทิวา ชินธาดาพงศ์'




จาก"วินมอเตอร์ไซค์"สู่เซียนหุ้น VI 'ทิวา ชินธาดาพงศ์'

เปิดตัว 'เซียนหุ้น VI' 'สิงห์มอเตอร์ไซค์รับจ้าง' จบการศึกษาแค่ ม.3 เคยล้มเหลวมาแล้วหลายอาชีพ วันนี้ผันตัวเองสู่เจ้าของพอร์ตหุ้นตัวเลข 9 หลัก

น้ำแข็งเกิดจากน้ำ แต่แข็งกว่าน้ำ ผู้ที่รู้ตัวว่าชีวิตเกิดมาต้องต่อสู้ดิ้นรน จึงหมั่นฝึกฝนตนเองให้เข้มแข็ง "มี่" ทิวา ชินธาดาพงศ์ เด็กหนุ่มที่ "ใจถึงจนถึงใจ" เขาไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทองและชีวิตเต็มไปด้วยโอกาสเหมือนกับใครหลายๆ คน

ชายหนุ่มอารมณ์ดีวัย 30 กว่ามองย้อนกลับไปในชีวิตเบื้องหลังความสำเร็จ วันแห่งความลำบากยากแค้นผุดขึ้นเป็นฉากๆ ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น “คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น” วลีนี้อาจต้องถูกลบทิ้งไป คนเดินดิน กินข้าวแกง (ข้างถนน) อย่างเขา ใครจะเชื่อว่าวันนี้จะ "ร่ำรวย" เป็นเจ้าของพอร์ตหุ้น "ตัวเลข 9 หลัก"
ครอบครัวชินธาดาพงศ์ เข้าข่ายเป็นชนชั้น "รากหญ้า" ของสังคมเมืองหลวงที่ชีวิตต้องปากกัดตีนถีบ แม่ยึดอาชีพขายบะหมี่ป๊อกๆ หาเช้ากินค่ำ ส่วนพ่อทำงานบริษัทเอกชนทั่วไป หลังจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากโรงเรียนพร้อมพรรณวิทยา ย่านถนนประชาสงเคราะห์ ทิวาตัดสินใจไม่เรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เหมือนเพื่อนๆ ส่วนใหญ่
เขาคลุกตัวอยู่ในสมุดประชาชนย่านซอยรางน้ำ อ่านหนังสือ "ฮาวทู" ที่สอนเกี่ยวกับ "วิธีคิด" หนา 250 หน้าเล่มหนึ่งจนจบ ชีวิตเด็กหนุ่มมีกำลังใจขึ้นราวปาฏิหาริย์ พร้อมทั้งตั้งปณิธานแน่วแน่กับตัวเองว่า "ชีวิตนี้กูต้องรวยให้ได้"

อาชีพแรกของเด็กหนุ่มเริ่มจากอาชีพขับ “มอเตอร์ไซค์รับจ้าง" เพื่อนสนิทมาชักชวนโดยบอกว่า "เงินดีมาก" ได้เดือนละ 30,000 บาท เขาจึงฝันต่อว่าถ้าได้เดือนละ 30,000 บาท ปีหนึ่งก็ 360,000 บาท “กูรวยแน่” เพราะในชีวิตอย่าว่าแต่เงินหมื่นเงินแสนเลย แค่เงินหลักพันยังแทบไม่เคยได้จับ

ช่วงนั้นแม่ของทิวากลุ้มใจมากที่ลูกจบแค่ชั้น ม.3 ไม่ยอมเรียนต่อ ทุกคนในบ้านมองไม่เห็นอนาคตของเขาที่ไม่เป็นโล้เป็นพาย ขณะที่น้องสาวและน้องชายเรียนหนังสือเก่งทั้งสองคน ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างได้ไม่กี่เดือนก็ต้องเลิกเพราะพ่อแม่ซึ่งมาจากครอบครัวคนจีนอับอายเพื่อนบ้านที่ลูกชายคนโต "ไม่เอาถ่าน"
ทุกอย่างในชีวิตเหมือน "ฝันสลาย" พ่อตัดสินใจส่ง “มี่” ในวัย 14 ย่าง 15 ปี ไปเรียนภาษาจีนกลาง ณ โรงเรกวางโจวตั๋วหวี่เหวี่ยนเหว่นฮั่ง เมืองกวางโจว ประเทศจีน เป็นเวลา 2 ปี โดยให้ไปอาศัยอยู่กับพี่ชายต่างมารดาของพ่อที่ไปปักหลักใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองจีนกับภรรยาและลูก 2 คน หวังให้ลูกชายได้ภาษาจีนและกลับมายึดอาชีพเป็น "ไกด์นำเที่ยว" ที่เมืองไทย การเดินทางไปกวางโจว ประเทศจีนได้เปลี่ยนชีวิตของทิวาจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขาไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น 2 ปีครึ่ง

"หลังกลับมาจากเมืองจีน ผมก็ไปทำอาชีพไกด์นำเที่ยวสมใจคุณพ่อ แต่ทำได้แค่ 1 เดือน ก็ตัดสินใจลาออก เพราะรู้สึกไม่ใช่ทางของเรา ต้องตื่นมาทำอะไรซ้ำซาก ไปในที่เดิมๆ พูดเหมือนกันทุกวันน่าเบื่อมาก"

หลังจากนั้นก็ไปทำอาชีพเซลส์แมนขายเครื่องเสียงตามร้านคาราโอะ ทำได้ 1-2 สัปดาห์ ก็ลาออกอีก ระหว่างนั้นได้ไปอ่านหนัง How to เล่มหนึ่ง เขาพูดถึงวิธีการทำอย่างไรจึงจะ “รวย” หนึ่งในนั้นเขาแนะนำให้ไปทำอาชีพ "ขายตรง" หรือ "ขายประกัน"

อ่านจบก็รีบไปสมัครเป็นพนักงานขายประกันชีวิต "เอไอเอ" ทันที ทำได้ 2 ปี ลาออกอีกรู้สึกว่าต้องไปง้อให้คนมาซื้อประกัน..มันขายยาก แต่ชีวิตก็ยังวนเวียนอยู่ในอาชีพเซลส์ "ลงแรง ไม่ต้องลงทุน" คราวนี้ไปเป็นพนักงานขายรถยนต์ยี่ห้อ "มิตซูบิชิ" แถวสามย่าน ไม่มีเงินเดือนมีแต่ค่าคอมมิชชั่นถ้าขายรถได้
ช่วงนั้นคิดว่าจะยึดอาชีพนี้ไปเรื่อยๆ ทุกวันที่ไปทำงานเขาจะทะเยอทะยานมองหัวหน้างานแล้วบอกตัวเองว่า ทำงานอีก 10 ปี ก็จะได้ไปยืนตำแหน่งเดียวกับเขา มีเงินเดือนกิน 30,000 บาท บวกค่าคอมเข้าไปอีกเกือบ 50,000 บาท สุดท้ายทำไปทำมาก็รู้สึกว่างานนี้ไม่ใช่ทางของเราอีก
"ผมลาออกจากเซลส์ขายรถมิตซูบิชิ ไปขายคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ ตอนนั้นรู้สึกว่ารักอาชีพนี้มาก ส่วนตัวชอบอะไรที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี รู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ตื่นไปทำงาน แต่ก็ทำได้แค่ 5 เดือน เพราะเจ้าของร้านจำเป็นต้องปิดกิจการ หลังประสบปัญหาส่วนตัว"

ทิวาเริ่มมองเห็นโอกาสทางการค้า และอยากเปลี่ยนสถานะตัวเองจาก "ลูกจ้าง" มาเป็น "เจ้าของร้าน" เลยไปขอให้แม่ช่วยตีเช็คล่วงหน้าให้เจ้าของร้านเพื่อสวมสิทธิทุกอย่างในร้านเดิม เหตุผลที่สนใจทำธุรกิจขายคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ เพราะเห็นว่ามี "กำไรดีมาก" โทรศัพท์ 1 เครื่อง จะได้กำไร 5,000-8,000 บาท สมัยนั้นโทรศัพท์ขายเครื่องละ 30,000 บาท ตอนนั้นกิจการรุ่งเรืองมากมีเงินเข้าร้านเดือนละ "หลายแสนบาท"

แต่แล้วทรัพย์สินเงินทองที่ไหลมาเทมาอย่างไม่ทันตั้งตัวก็มลายหายไปอย่างรวดเร็ว ทำธุรกิจได้ 2 ปี ก็เจอวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 บวกกับช่วงนั้นเขาใช้เงินเกินตั

"สุภาษิตจีนบอกว่า “ใครรวยก่อนอายุ 30 ไม่มีความมั่นคง แต่ถ้าเลย 30 เจริญแน่นอน” ผมจึงตัดสินใจปิดกิจการ ได้เงินมาหลักล้านบาท ก็นั่งคิดเอาเงินไปทำอะไรดี"

ยอมรับว่าช่วงนั้น "คิดสั้น" ได้ยินมาว่า “เล่นพนันบอล” แล้วจะ “รวย” เล่นไป 5 เดือน "หมดตัว" เพราะเล่นหนักมากจากแทงหลัก "หมื่นบาท" ต่อคู่หลังๆ แทงหลัก "แสนบาท" ปิดพ่อแม่ไม่ให้รู้ แต่ภรรยาที่แต่งงานแบบไม่จดทะเบียนรับรู้พฤติกรรมตลอด

"เชื่อมั้ย! หมดตัวถึงขนาดเหลือเงินติดกระเป๋า 100 บาท จะกินข้าวต้องมานั่งคำนวณกับภรรยาว่าจะพอหรือไม่ ชีวิตกลับมาตกต่ำอีกครั้ง เมื่อหมดตัวก็มานั่งคิดจะทำอะไรดีที่ใช้ทุนน้อยๆ พอดีช่วงนั้นภรรยาชอบไปเดินเซ็นเตอร์วัน ก็ไปเห็นธุรกิจระบายสีตุ๊กตาปูนปั้น ซึ่งขายดีมาก ผมจึงไปยืมเงินญาติมาลงทุนใช้เงินแค่ 10,000-20,000 บาทก็ทำได้แล้ว ตอนนั้นโชคดีมากกิจการดีวันดีคืน มีเงินเข้ากระเป๋า 50,000-60,000 บาทต่อเดือน จึงตัดสินใจขยายอีก 1 สาขา ไปเปิดที่บิ๊กซี ลาดพร้าว"

วันหนึ่งไปเดินเล่นข้างล่างอิมพีเรียล ลาดพร้าว เห็นมีร้านอินเทอร์เน็ตลูกค้าแน่นร้าน กลับบ้านมานั่งทบทวนในเมื่อตัวเองชอบเรื่องเทคโนโลยี และมีเครื่องคอมพิวเตอร์นอนนิ่งอยู่ที่บ้าน 8 เครื่อง ทำไม! ไม่นำมาทำให้เกิดประโยชน์

"ผมเลยไปเช่าพื้นที่เปิดร้านอินเทอร์เน็ต ช่วงนั้นอิมพีเรียล ลาดพร้าว กำลังประสบปัญหาทางการเงิน ทำให้ปล่อยค่าเช่าได้ถูกมากเดือนละ 2,000 บาท กิจการรุ่งเรืองมาก เลยขยายอีก 5-6 สาขา เรียกว่า "ยึดหัวหาด" ในย่านลาดพร้าว มีเครื่องคอมพิวเตอร์กว่า 100 เครื่อง ภายใน 2-3 ปี"

ช่วงนั้นเกม Ragnarok Online กำลัง “ฮิต” เป็นเจ้าของธุรกิจร้านอินเทอร์เน็ต 9 ปี ก็ปิดกิจการได้เงินสดมา "หลายล้านบาท" จากนั้นก็ไปช่วยกิจการของครอบครัวภรรยาขายแหนมและหมูยอ ตรา "ธัญรัตน์" (ชื่อแม่ยาย) ขายตามตลาดนัด "ขายดีมาก" ระหว่างที่ไปช่วยงานแม่ยาย ตัวเองก็รับซื้อขายแลกเปลี่ยนพวกคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือไปด้วย ทำอาชีพนี้อยู่อีก 1-2 ปี

ทิวา เล่าว่า ในช่วงที่ทำร้านเกม ก็ได้ยินเรื่องตลาดหุ้นแต่ภาพที่รับรู้คือ “เล่นหุ้นเหมือนเล่นการพนัน และเป็นกิจกรรมเฉพาะของคนรวยคนจนหมดสิทธิ” ขณะนั้นก็เลยมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อตลาดหุ้น แต่ถึงแม้รู้สึกไม่ดีก็เอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเพราะเห็นโอกาสทำกำไร เพื่อนสมัยเรียนมัธยมมาเล่นเกมที่ร้านมาชวนให้เล่นหุ้น เขาเป็นมาร์เก็ตติ้งอยู่ที่ บล.เอเซียพลัส

"เขาบอกว่าจะจัดการให้หมดทุกอย่าง เอาเงินมาอย่างเดียว จำได้ว่าช่วงนั้นไม่รู้เรื่องอะไรเลย รู้แค่ว่าเพื่อนเอาเงินไปลงทุนหุ้นการบินไทย สุดท้ายขาดทุนไป 70,000 บาท ภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 เดือน ในใจคิดแล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้ ตอนนั้นรู้สึกเข็ด"

แต่โชคชะตาก็ทำให้เขาเข้าสู่วงจรตลาดหุ้น  ทิวา ผู้ใช้นามแฝง "SAI" ในเว็บบอร์ด Thaivi  ชีวิตก่อนจะมาเป็น “เซียนหุ้น VI” ประมาณปี 2551 ด้วยความบังเอิญ ตัวเขา ภรรยาและลูกสาววัย 3 ขวบ ไปเดินเล่นที่ห้างเอสพลานาดย่านรัชดา เดินผ่าน “ห้องสมุดมารวย” ของตลาดหลักทรัพย์ ได้ยิน ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร กำลังพูดเรื่องการลงทุน มีคนนั่งฟังประมาณ 20 คน

"ผมสะดุดคำที่อาจารย์นิเวศน์พูดขึ้นว่า การเล่นหุ้นมันคือการซื้อธุรกิจ มีเงินเอาไปลงทุนหุ้นดีๆ อีก 20 ปี เงินจะเติบโตเป็นตัวเลข "หนึ่งหลัก" เท่ากับว่าถ้าเราใส่ไป 1 ล้านบาท 20 ปี ได้ 10 ล้านบาท นอกจากผมจะตาลุกวาวแล้ว สมองก็ยังคิดต่อว่า ทำไม! ไม่มีใครบอกแบบนี้เลยนะ...ดร.นิเวศน์ ทำให้ทัศนคติการเล่นหุ้น และชีวิตของผมเปลี่ยนไป" เขายกย่องอย่างชื่นชม

หลังจากนั้น ทิวา รีบไปหาซื้อหนังสือเกี่ยวกับตลาดหุ้นมานั่งอ่านประมาณ 20-30 เล่ม ใช้เวลาอ่าน 1-2 เดือนก็อ่านจบทั้งหมด แล้วคิดในใจว่าเล่นหุ้น “ง่ายจัง”

"รุ่งขึ้นผมเดินไปตลาดหุ้น เพื่อไปขอเปิดพอร์ตลงทุน ก็ไม่รู้ว่าต้องไปเปิดที่ไหน เจ้าหน้าที่บอกต้องไปเปิดที่โบรกเกอร์ค่ะ ตอนนั้นไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ ตัดสินใจตั้งกระทู้ถามในเว็บไซต์ PANTIP แล้วก็มีมาร์เก็ตติ้ง บล.กิมเอ็ง สาขานครราชสีมา ชวนผมไปเปิดพอร์ตกับเขา ด้วยเงินก้อนแรก 500,000 บาท"

เจ้าของนามแฝง SAI (มาจากตัวการ์ตูนเรื่อง ฮิคารุเซียนโกะ) เล่าต่อว่า เทคนิคการลงทุนช่วงนั้น เน้นเล่นตามดร.นิเวศน์ เห็นอาจารย์ถือหุ้น 9-10 ตัว ด้วยความศรัทธาคิดว่า "เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด" และคิดว่าอาจารย์นิเวศน์ "คงไม่ขาย" บวกกับมีนักลงทุน VI นามแฝง “กาละมัง” บอกว่า “อย่ากลัวจงสั่นสู้..อย่าสั่นหนี” ก็เลยตัดสินใจ "ซื้อตาม ดร.นิเวศน์"

จำได้ตอนนั้นซื้อหุ้น โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) หุ้น ไว้ท์กรุ๊ป (WG) หุ้น อิโนเว รับเบอร์ (ประเทศไทย) (IRC) หุ้น อุตสาหกรรมถังโลหะไทย (TMD) หุ้นไอที ซิตี้ (IT) และหุ้น เอสวีโอเอ (SVOA)
สุดท้ายติดนิสัย “แมลงเม่า” เห็นราคาหุ้นขึ้นดีใจเลยขายออกบางตัว เหลือติดพอร์ตแค่หุ้น HMPRO, IT และ SVOA แล้วเอาเงินไปซื้อหุ้นตัวอื่นตามคำแนะนำของคนเก่งๆ ในเว็บไซต์ Thaivi ก็มีซื้อหุ้น เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ (SNC) และหุ้น โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) หรือ PTL

"ระหว่างนั้นผมก็ทยอยใส่เงินเข้าไปอีก 5 ล้านบาท สุดท้ายเจอวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 (ซับไพร์ม) ตลาดหุ้นเข้าสู่ภาวะขาลงรุนแรง ผมขาดทุน "หลักล้านบาท” มันเป็นตัวเลขที่เยอะมากสำหรับชีวิตผม แต่ก็ไม่ขายนะ เอาแต่นั่งเครียด ไปขุดหนังสือทุกเล่มมาอ่านใหม่ เปลี่ยนทฤษฎีการลงทุนใหม่ยกแผง พร้อมทยอยใส่เงินเพิ่มในช่วงที่ดัชนีลงต่ำ 300-400 จุด ในช่วงปลายปี 2551 อีกประมาณ 2-3 ล้านบาท"

ฉากหลังชีวิตของ "มี่" ทิวา ชินธาดาพงศ์  มาจากก้อนดิน การศึกษาน้อย วงศ์ตระกูลไร้เกียรติยศชื่อเสียง เขาจึงเตือนตัวเองอยู่เสมอให้รู้จัก "ถ่อมตน" เป็นเอกลักษณ์หนึ่งที่ทำให้นักลงทุนด้วยกันต่างเอ็นดูเขาเป็นพิเศษ

โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ไม่ว่าจะเป็น "โยโย่" สันติ สิงหวังชา และ "Blue Blood" ม.ล.กมลสวัสดิ์ วิสุทธิ เจ้าของพอร์ตลงทุน "หลายร้อยล้านบาท" รวมถึง "lek smile" อธิภู ลือชัยชนะกุล เซียนหุ้น VI รายใหญ่ระดับ "ร้อยล้านบาท" เพื่อนเหล่านี้ทิวาน้อมคารวะในความ "คม" ทางความคิด ทั้งๆ ที่อายุยังน้อย
หลังจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากโรงเรียนพร้อมพรรณวิทยา ย่านถนนประชาสงเคราะห์ ทิวาตัดสินใจไม่เรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เขาเริ่มอาชีพขี่ "มอเตอร์ไซค์รับจ้าง" ก่อนที่พ่อซึ่งอับอายเพื่อนบ้านที่มีลูกชายคนโต

"ไม่เอาถ่าน" ตัดสินใจส่งเขาไปอยู่กับพี่ชายต่างมารดาเรียนภาษาจีนกลางที่เมืองกวางโจว ประเทศจีน เป็นเวลา 2 ปีครึ่ง กลับมาเริ่มอาชีพ "ไกด์นำเที่ยว" เป็น "เซลส์แมน" ขายเครื่องเสียงตามร้านคาราโอเกะ เป็นพนักงานขายประกันชีวิต "เอไอเอ" เป็นพนักงานขายรถยนต์ยี่ห้อ "มิตซูบิชิ" แถวสามย่าน ไปเป็นลูกจ้างไปขายคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ ก่อนจะเซ้งร้านมาเป็น "เถ้าแก่" เอง ช่วงนั้นเงินทองไหลมาเทมามีเงินเป็น "ล้าน" ชีวิตก็ไปติด "พนันบอล" จน "หมดตัว"

ชีวิตเขาหมดตัวถึงขนาดเหลือเงินติดกระเป๋า 100 บาท จะกินข้าวยังต้องมานั่งคำนวณกับภรรยาว่าจะพอกินหรือไม่ ก่อนจะไปยืมเงินญาติ "หลักหมื่นบาท" มาลงทุนธุรกิจระบายสีตุ๊กตาปูนปั้น แล้วขยับไปทำร้านเกมอินเทอร์เน็ต ขยาย 5-6 สาขา จนมีเงิน "หลายล้านบาท"

จากวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างก้าวสู่เซียนหุ้น VI เจ้าของพอร์ตหุ้นหลัก "ร้อยล้านบาท" ฉากหลังชีวิตที่ยิ่งกว่านิยาย ทิวา เริ่มลงทุนในตลาดหุ้นด้วยเงินก้อนแรก 500,000 บาท โดยมี ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เป็นแรงบันดาลใจ หลังเข้าสู่ตลาดหุ้นได้ไม่กี่เดือนใส่เงินลงไปหลายล้านบาท เขาก็เจอ "วิกฤติซับไพร์ม" เล่นงานจนขาดทุนเป็นตัวเลข "หลักล้านบาท" จากการเล่นหุ้นตามคนอื่นใครว่าตัวไหนดีก็ซื้อตัวนั้น วิกฤติครั้งนั้นเขาตัดสินใจเปลี่ยนวิธีการลงทุนใหม่หันมาศึกษาหุ้นที่จะลงทุนอย่างละเอียด เน้นเรื่องงบการเงิน และโฟกัสไปที่หุ้น "เติบโตสูง"

เมื่อใช้เวลาศึกษาสักระยะก็ตัดสินใจขายหุ้นทุกตัวแบบ “ขาดทุน” เพื่อนำเงินมาซื้อหุ้น โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) ให้ครบ 1 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 2.80-3.10 บาท หลังพบว่าเป็นหุ้นเพียงตัวเดียวในพอร์ตที่มีอนาคตรุ่งเรืองที่สุด

จากนั้นไม่นานเขาก็ขายหุ้น HMPRO บางส่วน เพื่อนำเงินไปซื้อหุ้น พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) ต้นทุน 4 บาท หุ้น ศุภาลัย (SPALI) ต้นทุน 3 บาทกว่า หุ้น เอสวีไอ (SVI) ต้นทุน 1 บาท หุ้น ดีเอสจี อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ DSGT ต้นทุน 3 บาทกว่า

รวมถึงหุ้น ควอลลีเทค (QLT) ต้นทุน 3 บาท และหุ้น แฮลเซี่ยน เทคโนโลยี่ (HTECH) ต้นทุน 1.7 บาท เพราะเห็นว่า P/E ต่ำ และกิจการกำลังอยู่ในช่วงของการเติบโตสูง การเล่นหุ้นครั้งนั้นเขาเล่นแบบ Switch ไปมาราวๆ 1 ปี ผลในครั้งนั้นทำให้ในสิ้นปี 2552 เขาได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนสูงถึง 300%

ทิวา เล่าให้กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฟังว่า ตั้งแต่มารู้จักคนเก่งๆ ในเว็บไซต์ Thaivi โดยเฉพาะ  "โยโย่" สันติ สิงหวังชา  "Blue Blood" ม.ล.กมลสวัสดิ์ วิสุทธิ เจ้าของพอร์ตลงทุนเกือบ 300 ล้านบาท และ อธิภู ลือชัยชนะกุล หรือ leksmile เจ้าของพอร์ตลงทุนหลักร้อยล้านบาท ทำให้ตัวเองได้พัฒนาไปมาก
"ทำให้ผมรู้ว่า

เราควรเลือกลงทุนหุ้นแบบโฟกัสเพียง 3-4 ตัวเท่านั้น เพื่อที่จะเจาะรายละเอียดต่างๆ มากขึ้น ไม่ใช่ดูเพียงงบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสดไม่พอ แต่ต้องดูหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วย ตัวนี้สำคัญที่สุด เพราะสามารถบ่งบอกทิศทางราคาหุ้น และอนาคตของบริษัทนั้นได้ รวมถึงต้องดูงบย้อนหลัง 5 ปีด้วย"

  ทิวา ถ่อมตัวว่า ตัวเขายังต้องเรียนรู้อีกมาก และมักจะโทรไปขอคำแนะนำจากบุคคล (เซียน) เหล่านั้นบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแกะงบ อ่านงบ โดยอาศัยการเรียนรู้แบบ "ครูพักลักจำ"

"ทุกวันนี้ก็ยัง "ลักจำ" เขาตลอด (หัวเราะ) ผมว่าการได้อยู่ใกล้คนเก่งๆ มันเป็นโชคดีอย่างหนึ่ง 3-4 เดือน จะนัดเจอกันสักครั้ง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ ส่วนใหญ่จะเจอกันใน MSN มากกว่า คุยกันทุกวัน ผมความรู้น้อย แต่เขาก็ยินดีช่วยเหลือแบบไม่มีเงื่อนไขจริงๆ ซึ้งน้ำใจมาก”

สำหรับเทคนิคการลงทุน ทิวา กล่าวว่า ก่อนจะลงทุนหุ้นสักตัวจะทำประมาณการงบการเงินล่วงหน้า 1-2 ปี (หยิบไอแพดขึ้นมาเปิดให้ดูข้อมูลหุ้นเด่นๆ หลายตัว) เปรียบเหมือนเราเป็นนักวิเคราะห์ จะเก็บข้อมูลการเงินย้อนหลัง 4-5 ปี โดยเฉพาะ "งบกำไรขาดทุน" และ "งบกระแสเงินสด" ตัวเลขสองตัวนี้จะสามารถบ่งบอกได้ว่าบริษัทนี้กำไรจริง หรือกำไรทางบัญชี เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วนก็จะทำประมาณการกำไรในอนาคตเพื่อประเมินมูลค่าหุ้น

วิธีการหาความรู้ เซียนหุ้น ม.3 บอกว่า ก็อาศัยอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์งบการเงิน แล้วก็โทรไปถามคนเก่งๆ เวลาทำแล้วรู้สึกติดขัดตรงไหน ตารางที่คำนวณได้ก็จะออกแนวบ้านๆ อย่างที่เราเข้าใจไม่ได้ซับซ้อนเหมือนนักวิเคราะห์ทำ แต่ถือว่าสร้างผลตอบแทนได้ดีตลอด ยกตัวอย่างปี 2553 พอร์ตที่ลงทุนได้กำไรประมาณ 200% ขณะที่ในปี 2552 ได้กำไร 300% ในปี 2552 ที่ได้กำไรเยอะเป็นเพราะตลาดหุ้นเพิ่งฟื้นตัวหลังวิกฤติซับไพร์ม ตลาดหุ้นก็เลยโดดเด่นเป็นพิเศษ

ปัจจุบัน ทิวา มีหุ้นอยู่ในพอร์ต 10 ตัว หุ้นทุกตัวที่ลงทุนจะมี "อัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) เกิน 15%" และ "ราคาหุ้นมีอัพไซด์ (โอกาสขึ้น) เกิน 30%"  ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันสามารถสร้างผลตอบแทนได้แล้ว 60% โดยหุ้น จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) ถือเป็น "พระเอก" ของปีนี้ แต่ตอนนี้ "ขายทิ้ง" ไปหมดแล้ว

สำหรับหุ้นตัวหลักในพอร์ต มีหุ้น ศุภาลัย (SPALI) ตัวนี้มี ROE ประมาณ 30% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ประมาณ 15% ขณะที่อัตรากำไรสุทธิยังสูง 23% มากกว่าอุตสาหกรรมที่อยู่ 15% ที่สำคัญค่า (Forward) P/E ยังต่ำแค่ 6 เท่า แต่ P/E ของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์สูงถึง 9 เท่า และกำไรสุทธิในปี 2554 ยังมีโอกาสขยายตัว 15-20% เพราะมียอดขายที่ยังไม่รับรู้รายได้ (Backlog) ค่อนข้างมาก

ตัวที่สองคือหุ้น แสนสิริ (SIRI) ซื้อเพราะราคาหุ้นยังต่ำกว่าพื้นฐาน หากเทียบกับค่า P/E ที่อยู่ 4 เท่า นอกจากนั้นสินค้าของบริษัทยังมีคุณภาพ แม้จะขายแพงกว่าคนอื่น 20% ผลประกอบการปี 2554 น่าจะดีกว่าปีที่ผ่านมา ที่สำคัญ เศรษฐา ทวีสิน ผู้บริหารได้ซื้อหุ้น SIRI เพิ่ม นั่นแปลว่า เขาต้องทำงานให้หนักมากขึ้นเมื่อบริษัทดี เขาก็จะได้ผลประโยชน์ตามไปด้วย

ตัวต่อไปคือหุ้น ไทยคม (THCOM) เชื่อว่าปีนี้บริษัทจะขาดทุนเป็นปีสุดท้าย หลังธุรกิจไอพีสตาร์ ขยายตลาดใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เช่น ประเทศจีนและฟิลิปปินส์ ยิ่งในปี 2555 แนวโน้มผลประกอบการจะดีกว่านี้มาก เพราะอัตราการใช้ดาวเทียมมีทิศทางจะขยายตัวมากขึ้น

ทิวา กล่าวต่อว่า หุ้นกลุ่ม "สินเชื่อรากหญ้า" ก็เป็นหุ้นที่เลือกซื้อเก็บเอาไว้ "ดักหน้า" นโยบายรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่เอาใจชนชั้น "รากหญ้า" ไม่ว่าจะเป็นหุ้น กรุ๊ปลีส (GL) ฐิติกร (TK) และ ราชธานีลิสซิ่ง (THANI) เมื่อภาพรวมเศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ขณะที่คนรากหญ้าเริ่มมีเงิน เขาก็จะนำเงินไปซื้อรถมอเตอร์ไซค์ (ผมรู้ดีเพราะเคยจนมาก่อน) ซึ่งคนกลุ่มนี้เขาไม่ได้สนใจหรอกว่าเดือนหนึ่งต้องเสียดอกเบี้ยเท่าไร ขอแค่ผ่อนน้อยก็พอ

ส่วนที่เหลือยังไม่ได้เจาะรายละเอียดเท่าไร เช่น  หุ้นพรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง (PM) และหุ้น โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) ซื้อเพื่อจะได้สิทธิไปประชุมผู้ถือหุ้น แต่เชื่อว่า DTAC จะได้ประโยชน์จาก 3G แน่นอน เพราะปัจจุบันทั่วโลกสนใจใน Social Network มากขึ้น คนไทยใช้เกือบ 10 ล้านคนแล้วเติบโตเร็วมาก แพ็คเกจที่ผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือนำออกมาขายมีราคาค่อนข้างแพง แต่ผู้บริโภคก็เต็มใจซื้อ

"ปัจจุบันผมจะแบ่งสัดส่วนการลงทุนออกเป็น 3 ขา โดยขาแรกจะนำไปลงทุนในหุ้น 60% เก็บให้ลูก (ผ่านกองทุน) 30% ที่เหลือจะเก็บเป็นเงินสด 10% แต่ถ้าเป็นช่วงก่อนหน้านี้ที่ตลาดหุ้นบูมๆ จะลงหุ้น 90% เก็บไว้เลี้ยงลูก 10%"

ตลาดหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นมาตลอดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทิวาเริ่มแบ่งเงินไปลงทุนในหุ้นลดลง สำหรับเขาวันนี้ถือว่า "รวยแล้ว"

"วันนี้ผมพอใจในสิ่งที่มี ในชีวิตไม่เคยคาดฝันว่าจะมีอย่างวันนี้ (มีเงินเป็นร้อยล้านบาท) มันเกินความฝัน บางครั้งผมยังแบ่งเงินเล่นหุ้นไปซื้อกองทุน 30-40% เพราะมีความเสี่ยงต่ำกลัวจะไม่มีเงินเลี้ยงลูก (หัวเราะ) จึงต้องลดความบ้าระห่ำของตัวเองลงบ้าง"

เขาบอกว่า ก่อนหน้านี้เคยคิดจะทำอพาร์ตเมนต์ให้เช่า มีที่ดินแถวสี่แยกวังหินพื้นที่ 148 ตารางวา จะทำอพาร์ตเมนต์สูง 5 ชั้น 40-50 ห้อง เก็บค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท สุดท้ายก็ไม่ได้ทำมาคิดอีกทีว่าปัญหามันจุกจิก ปัจจุบันไม่ได้สะสมอสังหาริมทรัพย์มากมาย มีเพียงบ้านให้พ่อกับแม่และลูกสาววัย 7 ขวบ อยู่ในซอยโชคชัย 4 ส่วนตัวเองและภรรยา (นภาพร นพกรแดนไทย) อยู่ตึกแถวย่านวังหิน

"ผมคลุกคลีในแวดวงหุ้นมาเกือบ 4 ปี ได้เพื่อนดีๆ มากมาย และได้เจองานที่ชอบ คือ อาชีพนักลงทุน ผมมีความสุขทุกครั้งที่ต้องตื่นมานั่งอ่านบทวิเคราะห์ที่โบรกเกอร์ส่งมาให้อ่านทุกเช้า"

จากชีวิตที่ไม่เคยมีอะไรเลยมาจาก "ศูนย์" เคยเหลือเงินติดกระเป๋าแค่ 100 บาท วันนี้มีเป็น "ร้อยล้าน" เขาบอกว่า จากนี้ไปไม่ได้คาดหวังว่าจะมีเพิ่มอีกเท่าไร ส่วนตัวหันมานับถือศาสนาคริสต์ตามภรรยา ศาสนาคริสต์สอนว่า ความพอใจไม่ได้ขึ้นอยู่ที่จำนวนของเงินตรา แต่อยู่ที่การทำให้คนรอบข้างมีความสุข มีเงินพอใช้ จากนี้ไปผมจะเป็นนักลงทุนและเป็นพ่อที่ดีของลูก

"ใครที่สนใจเล่นหุ้นแล้วรู้สึกว่า "ยาก" ให้ดูผมเป็นตัวอย่าง การศึกษาน้อย เพื่อนไม่มี ผมไม่ยากกว่าเหรอ! แต่ก็สามารถผ่านมาได้ ขอแค่เรามีความพยายาม มุ่งมั่น เชื่อผม..คุณทำได้"  นี่คือกำลังใจดีๆ จาก เซียนหุ้น ม.3 "ทิวา ชินธาดาพงศ์" จากก้อนดิน...ก้าวสู่ดวงดาว

แหล่งข้อมูล

บทความจาก กรุงเทพธุรกิจ 9 สค 2554  http://bit.ly/oGPLAk

บทความจาก กรุงเทพธุรกิจ 23 สค. 2554  http://bit.ly/pULMiZ

Sunday, December 16, 2012

YOYO's Value Investing 2006-2010

สำหรับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่สอบถามเข้ามา...อยากลงทุน และอยากประสบความสำเร็จในการลงทุน...ทำอย่างไร..อ่านอะไรดี...

ผมทำมาให้แล้วน่ะ!! แจกฟรี eBook ความรู้ในการลงทุน โดย Wizard Kid ครับ โดยเจตนาที่ทำขึ้นมาแจกฟรีๆเพราะ...

"เรามีความตั้งใจจะรวบรวม ความรู้ดีๆ ที่ใช้ได้จริง มาแจกฟรีเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้นักลงทุนต้องจ่ายเงินแพงๆเรียนอะไรที่หาเรียนฟรีได้ จะได้เก็บเงินไว้ไปเรียนอะไรที่ควรจ่าย และเหลือเงินไว้ลงทุน"

เนื้อหาทั้งหมดนำมาจาก www.yoyoway.com ของคุณ "โยโย่" สันติ สิงหวังชา นักลงทุนผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการลงทุนในตลาดหุ้นเมืองไทย..

ebook นี้จัดทำขึ้นโดยทางผู้รวบรวมต้องการจะสานต่อเจตนาของคุณสันติ สิงหวังชา ที่มีจุดประสงค์เพื่อที่จะแบ่งปันความรู้ในการเล่นหุ้น (ขอใช้คำว่าเล่นหุ้นนะครับ ดูแล้วสนุกกว่าคำว่าลงทุนเยอะเลย) โดยเนื้อหานั้นอาจจะเขียนแนะวิธีการเล่นหุ้น บางบทความอาจจะหาบทความดีๆมาลง บางบทความก็นั่งวิเคราะห์หุ้น บางทีอาจนั่งเขียนระบาย หรือบางทีอาจจะเอาอะไรที่ไม่เกี่ยวเลยมาใส่ก็ได้ ..หวังว่าคงเป็น ebook การลงทุนที่มีประโยชน์อย่างยวดยิ่ง

สามารถโหลดได้ที่

http://www.ebooks.in.th/ebook/10209/Yoyo%27s_Investing_Way_2006-2010/

โหลดมาเก็บอ่านในคอมพิวเตอร์ก็ดี อ่านในไอแพดก็ดี...อ่านให้ครบ 400 หน้า....แล้วชีวิตคุณจะเปลี่ยนไป...!

แชร์กันเยอะๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


 

Friday, June 22, 2012

กราฟแนวโน้มทองคำ GOLD SPOT จะ Go to hell หรือ Go to heaven!!


พอดีป๊ากับม๊าเริ่มอยากซื้อทองแท่ง....เจ้าลูกชายเลยต้องเช็คราคาแนวโน้มกราฟทองคำซะหน่อย ออกตัวก่อนน่ะครับว่าปกติ ผมไม่ได้เทรดทองคำหรือ Gold Spot ดังนั้นที่จะมั่วกราฟต่อไปนี้....อย่าเชื่อ!! เพราะผมไม่เชื่อว่าจะมีใครที่สามารถรู้ทิศทางขึ้นลงของทองคำหรือสินทรัพย์ประเภทใดก็ได้ตามได้แบบ ปิดตาก็หยั่งรู้ได้....เถียงคอขึ้นเอ็นเลย หึหึ

กราฟที่ผมดู Spot Gold นั้น มีทั้งระยะ Week และ Day แต่ที่จะเอามาให้ดู เป็นระยะ Day น่ะครับ เพราะ Week นี่ ใครเล่นตามก็ต้องใจอึดเหมือนพี่เสมารอเผด็จศึกแม่หญิงเรไรประมาณนั้นเลยทีเดียว ฮ่าๆ (เป็นเรานี่...แม่หญิงโดนลงอาคมตั้งแต่ระยะ 15 นาที ฮ่าๆ) 







ผมใช้ค่า EMA ระยะ 5, 13, 39 ,89 และ 200 วัน...โดยเส้นที่ผมดูแล้วค่อนข้างมีนัยยะสำคัญสำหรับแนวโน้มของทองคำก็คือ 89 กับ 200 วัน...ในกราฟคือเส้นสีส้มและสีชมพูน่ะครับ....โดยเฉพาะเส้นสีชมพูหรือเส้น 200 วันนั้น ถ้าลองเปิดไปดูย้อนหลัง....จะเห็นชัดเจนว่าราคาทองคำสามารถยืนอยู่เหนือ EMA 200 ได้มาตั้งแต่ต้นปี 2009 จนถึงต้นปี 2012 หรือประมาณ 3 ปีที่ทองคำคอนเฟิร์มว่าเป็นขาขึ้น....

แต่....ที่น่าเป็นห่วงคือ...ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2555 เป็นต้นมา ราคาทองคำไม่สามารถกลับไปยืนเหนือเส้น EMA200 ได้ครับ...อันนี้ ถ้ามองแบบไม่ bias ก็ยังไม่ต้องรีบซื้อทองคำแท่ง เพราะแนวโน้มราคามันโดนกดลงอยู่ ถ้าจะเอาแบบชัวร์ๆคือ รอให้ราคาทะลุ EMA 200 หรือ ณ จุดนี้ก็ราคาประมาณ 1680 เหรียญ ถึงจะเป็นจุดที่มองว่าทองมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นอีกครั้ง....

อีก 1 จุดที่ควรสังเกตุคือ เส้น EMA 89 หรือเส้นสีส้มในกราฟ....ตั้งแต่ทองลงหลุด EMA 200 มาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2555 นั้น ทุกการรีบาวน์ของราคาทอง....มันน่าแปลก!! ที่ราคาทองไม่สามารถทะลุเส้น EMA 89 ได้....มีการชนไปแล้วในระยะ Day ประมาณ 8-10 ครั้ง...แล้วราคาไม่สามารถทะลุได้...ตรงนี้เราสามารถให้เส้น EMA 89 เป็นเส้นแนวต้านก็ได้ครับ...ดูดีๆน่ะครับ ชนเส้นส้มช่วง 3-4 เดือนหลังที่ผ่านมาทีไร...ชนแล้วร่วงทุกที...น่าสนใจดีเนอะ ^^

เมื่อลองตีเส้น Fibonacci วัดเป้าขาลงของราคาทองรอบนี้....เราจะได้เส้น Fibo 100% ที่เป็นแนวรับแข็งแกร่งมากๆที่บริเวณ 1540-1555 เหรียญ....ตรงนี้ลงมาทดสอบหลายครั้งก็ไม่หลุด ดีดกลับตลอด...ถ้ามีการลงชนบริเวณนี้แล้วไม่หลุดอีกครั้ง...ก็น่าสนใจทีเดียวครับที่จะเข้าสะสมทองคำแท่ง (พวก Gold Futures ผมถือว่าคนละแนวทางกับการวิเคราะห์อันนี้ เพราะความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา สามารถทำให้คุณเจ๋งหรือเจ๊งยับได้...)

อีกทั้ง RSI ระยะ 14 วันที่อยู่ที่ 40% โดยประมาณ ก็แสดงให้เห็นว่า "แรงซื้อขาดหาย แรงขายวายป่วง" ภาวะเช่นนี้ ถ้าผมไม่ Bias ใดๆ แล้วอยากซื้อทองคำแท่งสะสม...คงต้องบอกว่า "ถือเงินสดรอก่อน"

รออะไรบ้าง....1) รอดูแรงขายของรอบนี้ว่าราคาทองคำ จะหลุดแนวรับระดับโคตรแข็งอย่าง 1540-1555 เหรียญได้หรือไม่....

2) RSI จะลงไปเขต oversold ที่ 20-30% อีกครั้งหรือไม่

3) ราคาทองลงจะไปทดสอบ Low เดิมก็จริง...แต่ดูดีๆน่ะครับว่า โอกาสที่จะเกิด Bullish Divergence ใน MACD นั้น มีสูงมาก...ตรงนี้แหล่ะคือจุดที่น่าสนใจมากๆครับ ว่าการลงรอบนี้ของทอง อาจจะเป็นการลงเพื่อดีดแรงๆ ก็เป็นไปได้..

สรุปแบบมั่วๆ...ถ้าผมจะแนะนำป๊าม๊าหรือใครก็ตามที่ถือเงินสดแล้วอยากซื้อทองคำแท่ง...

1) wait and see อีกหน่อย รอดูเงื่อนไข 3 ข้อที่ว่ามา

2) ถ้ารอไม่ไหว ก็ทยอยซื้อสะสมเดือนละนิดละหน่อย ซื้อตอนลงแรงๆ เงินที่ลง ก็ควรเป็นเงินเย็นแบบเย็นมากๆ ถือได้เป็นปีๆ

3) รอให้ราคาทองคำทะลุ EMA 89 หรือ EMA 200 แล้วค่อยเข้าซื้อทีเดียว....ต้นทุนอาจจะสูง แต่โอกาสที่ราคาจะวิ่งขึ้นไกลๆ จะชัดเจนกว่า เพราะ Trend กลับมาเป็น Bullish ครับ..

สุดท้ายก็อยู่ที่ตัวคุณเองครับว่า จะเลือกลงทุนสไตล์ไหน

การลงทุนมีความเสียว โปรดระมัดระวังคร้าบบบ

ราตรีสวัสดิ์ครับ

พีร์ บุญชนะวิวัฒน์ (Wizard Kid)
 

Wednesday, June 13, 2012

คนนึง...บางคน...คนหนึ่ง...สองคน...

คนนึง...มีกิ๊ก เป็นแสน.. 
คนหนึ่ง...หนักแน่น บอกรักเดียว.. 
คนนึง...แต่งตัว ชอบเที่ยว.. 
คนหนึ่ง...โคตรเสี่ยว อยู่กับบ้าน กับเรือน.. 
คนนึง...ใช้เงิน เป็นหมื่น.. 
คนหนึ่ง...สะอื้น ฉันหาไม่ทัน..
คนนึง...ตะหวาด เสียงสั่น..
คนหนึ่ง...นั้น น้ำตา ตกใน..
คนนึง...กินเหล้า เมายา..
คนหนึ่ง...ห่วงหา น้ำตาเริ่มไหล..
คนนึง...สำนึก เมื่อไหร่..
คนหนึ่ง...ใช่ใคร "คือ พ่อ แม่เรา"

>> ถ้าคุณคือคนที่ทำตัวเป็นแบบ "คนนึง"....ก็อย่าลึมว่ามี "คนหนึ่ง" ที่เป็นห่วง หวังดี และรักคุณมากกว่าใครในโลกใบนี้....

บางคน...ทำตัว อย่างหรู
สองคน...สมถะ อดออม
บางคน... ไร้เงิน แต่อยากได้
สองคน...ซื้อได้ แต่ไม่ใช้
บางคน...เกิดมา สบายแฮ
สองคน...ดิ้นรน เพื่อได้มา
บางคน...รักคนอื่น มากกว่าท่าน
สองคน...รักคุณ มากกว่าใคร...

...ลูก "บางคน" โปรดจำไว้...
...พ่อแม่ "สองคน" รักคุณ...ยิ่งกว่าชีวาตน...

พีร์ บุญชนะวิวัฒน์ (Wizard Kid)

Sunday, June 10, 2012

กราฟแนวโน้ม SET มั่วๆ ก่อนนอน by Wizard Kid



กราฟแนวโน้ม SET มั่วๆ ก่อนนอน by Wizard Kid 

วันนี้ขออธิบายไม่ยาวน่ะครับ พอดีง่วงนอนมาก แหะแหะ....

ในความคิดเห็นส่วนตัวของผมล้วนๆ...ผิดพลาดห้ามว่า ถูกทางห้ามชม...

SET กำลังอยู่ในช่วงเริ่ม "ทำรอบ" รอบใหม่....โดย "รอบล่าสุด" คือตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554 ถึง ปลายเดือนพฤษภาคม 2555...ทำไมถึงมองว่ากำลังเริ่ม "รอบใหม่" ในมุมมองผมคือ...ดัชนีลงมารอบนี้ จุดต่ำสุดคือประมาณ 1100 จุด ซึ่งลงมาทดสอบสองครั้ง...แต่สังเกตุในวงกลมสีเหลืองดีๆน่ะครับ...

...เกิด BULLISH DIVERGENCE ทั้งใน RSI และ MACD... 

ลักษณะแบบนี้..."แนวโน้มขึ้นในระยะสั้น" มีมากกว่า "แนวโน้มลง" ครับ...

แต่...จะเป็น "รอบใหม่ของจริง" หรือ "รอบใหม่ของปลอม" ก็ต้องดูประมาณ 3 จุดใหญ่ๆ (ในความคิดผม) คือ

1) ดัชนีสามารถทำ high เหนือกว่า 1156.23 จุด พร้อมกับ 2) RSI สามารถทะลุเหนือ 50% ได้ เพื่อยืนยันภาวะ "ซื้อจริงจัง ไม่ติงนังน่ะเออ" อีกทั้ง 3) MACD ยืนเหนือ 0 ได้ เพื่อคอนเฟิร์มภาวะ "กระทิงบุก หมีจุกแน่เมิง"

ส่วนตัว...ผมลาก fibonacci เพื่อดูแนวรับการลงรอบนี้ของ SET โดยเส้นสำคัญที่เป็นแนวรับของการลงรอบนี้ และสามารถยันการ "ไหลขี้แตก" ได้คือเส้น Fibonacci 161.8% ครับ...ยันอยู่ทั้งสองรอบ...

จากกราฟเราจะเห็นได้ชัดว่า เมื่อเส้น Fibonacci 161.8% สามารถยันอยู่ จากรับก็ต้องกลายเป็นรุกทันที...โดยที่ดัชนีขึ้นไปทดสอบเส้น 127.2% และ 100% ที่ 1131 และ 1155 จุดได้ ในรอบแรกของการรีบาวน์...ซึ่งสุดท้ายก็ไม่สามารถผ่าน 1155 จุดได้...ตรงนี้เราให้เป็น "แนวต้านสำคัญ" ของการดีดรอบต่อไป...

จากนั้นดัชนีก็ร่วงมาทดสอบ 1100 จุดอีกครั้งครับ...แล้วก็ยืนได้ จนเกิดการรีบาวน์ของดัชนีอีกครั้ง พร้อม Bullish Divergence ซึ่งผมมองว่าการขึ้นรอบนี้น่าจะ "ทรงพลัง" มากกว่าการขึ้นไปทดสอบ 1155 จุด รอบที่ผ่านมา...จนมีการขึ้นไปทดสอบ 1131 จุดหรือ Fibonacci เส้น 127.2% แล้วไม่ผ่าน แต่ก็มีการดีดมาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จนเห็นลักษณะแท่งเทียนของรอบเป็นแบบ "Higher Low"....อาการแบบนี้ ผมจะ Bias ซื้อมากกว่าขาย ในภาพของกราฟระยะ Day ครับ...

สรุป...แบบมั่วๆ...

โอกาสที่จะขึ้นมีมากกว่าลงในช่วง 1-3 วันต่อจากนี้...จุด Stop Loss สำหรับคนเล่นสั้น คือ ดัชนีหลุด 1100 จุด...โดยมีแนวต้านตามที่บอกไว้ข้างต้นครับ...อ้อ! อีกจุดคือใช้ EMA เส้นสีส้ม หรือ เส้น EMA 89 วัน เป็นตัวคอนเฟิร์มสุดท้ายว่า ถ้าทะลุแล้วยืนได้...ขาขึ้นรอบใหม่แทบจะ 100%....

ผมมั่วเอาน่ะครับ...เขียนกับเดาเอาจากกราฟที่เห็น...ผิดทางก็มีจุดที่ตั้งไว้เสมอ ถูกทางก็ต้องอึดถือให้ได้เหมือนกำลังแสดงบทรักแบบถึงพริกถึงขิงกับนางหรือชายในฟัน ฮ่าๆๆๆ

หวังว่าอาทิตย์นี้ จะเป็นสัปดาห์ที่ดีของนักลงทุนทุกท่านน่ะครับ....ขอให้ตลาดมี Trend ที่ชัดเจน จะขึ้นแรงๆหรือลงแรงๆก็ได้ครับ...เจอ sideways มาหลายๆวัน...วัยรุ่นเซ็ง!! 

โชคดีคร้าบบ...

พีร์ บุญชนะวิวัฒน์ 
10/06/2012