"7 เทคนิค ฟันกำไร หุ้นเดย์เทรด"

"7 เทคนิค ฟันกำไร หุ้นเดย์เทรด"
ติดตามความเคลื่อนไหวของหนังสือ "7 เทคนิค ฟันกำไร หุ้นเดย์เทรด" คลิ๊กโลดครับ

Saturday, October 9, 2010

รู้จุดขายก่อนคุณซื้อ จะได้ไม่ซื่อบื้อ เวลาซื้อแล้วขายไม่ลง “Know When to Sell Before You Buy” (One Night Stand Discussion #25)


 
เคยบ้างมั๊ย ตอนที่คุณเข้าซื้อหุ้นที่คุณมั่นใจว่ากำไรแน่ๆอย่างน้อย 10-20% แต่คุณดัน ขายหมูไปตั้งแต่กำไรได้ 1-3% แล้วหุ้นตัวนั้นก็วิ่งทะลุปล้องบวก 10-20% ได้จริงๆ

เคยบ้างมั๊ย เวลาที่หุ้นที่คุณซื้อ ได้ทะยานขึ้นไป 5% แล้วคุณไม่ขาย เพราะคุณโลภ แต่พอมันร่วงดิ่งลงมาจนขาดทุนย่อยยับ คุณกลับขายมันซะอย่างงั้น 

และเคยบ้างมั๊ยครับ ที่คุณซื้อหุ้นโดยที่คุณไม่รู้เลยว่าราคาขายทำกำไรที่เหมาะสมนั้นคือราคาใด
และอีกหลายๆเหตุการณ์ที่ทำให้คุณต้องนั่งเซ็งเป็ด เซ็งจิต และเซ็งกับสิ่งที่คุณได้พลาดไป

เชื่อแน่ครับว่านักลงทุนทุกคน ต้องเคยประสบพบกับเหตุการณ์เช่นนี้กันถ้วนหน้า ผมเองก็เป็นอยู่บ่อยครั้ง (ตอนนี้พยายามแก้ไขอยู่ หุหุ)

ถามว่า..แล้วต้องทำอย่างไร เราถึงจะไม่ ขายหมูหรือ ขาดทุนอ่วมจากการเข้าซื้อหุ้นในแต่ละครั้ง

ง่ายๆเลยครับ!! นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ ย่อมต้องมี ยุทธศาสตร์การขายที่ดี (อันนี้ไม่ใช่กลยุทธ์ทางการตลาดน่ะครับ) แต่มันคือ หลักเกณฑ์การขายหุ้นของนักลงทุนครับ

แล้ว...หลักเกณฑ์การขายหุ้นที่ดีนั้นเป็นอย่างไร? มันจำเป็นต้องมีสูตรหรือหลักการที่ตายตัวหรือไม่?

คำตอบคือ..ไม่ครับ!! เกณฑ์การขายหุ้นที่ดีนั้น ควรจะปรับให้เข้ากับลักษณะนิสัยของนักลงทุนหรือเทรดเดอร์จะดีที่สุดครับ

เช่น สุดยอดนักลงทุนของโลกอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ นั้นได้เชื่อว่าเป็นนักลงทุนที่แทบจะไม่ขายหุ้นที่มีเลย แต่ก็มียกเว้นกับบางกรณีที่หุ้นที่เค้ามีอยู่นั้น ไปตรงตามเกณฑ์การขายของเค้า เช่นหุ้นของบริษัท Disney เจ้าของ Disney Land และ Walt Disney อันระบือโลกนั่นเอง 

หรือแม้กระทั่ง จอร์จ โซรอส เข้าพ่อเทรดเดอร์ทุกสถาบัน ที่ไม่ลังเลที่จะขายทิ้งพอร์ทลงทุนของเค้าทั้งหมดในตลาด S&P 500 futures ระหว่างวิกฤติเศรษฐกิจปี 1987 ถึงแม้จะต้องขาดทุนพอสมควร แต่เค้าก็ไม่ลังเลใจที่จะขายทิ้งทั้งหมด เนื่องจากเค้ารู้ว่า สิ่งที่เค้าได้ลงทุนไปนั้น อยู่ผิดทางและตรงกับเกณฑ์การขายที่เค้าได้ตั้งเอาไว้ตั้งแต่แรก

ทีนี้เรามาดูหลักเกณฑ์ในการขายหุ้นง่ายๆของนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ 6 วิธีกันครับ
   
        1.) เมื่อหุ้นที่ถือดันแหกกฎที่คุณวางไว้ เช่นเดียวกับกรณีที่ จอร์จ โซรอซ และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้ทำการขายหุ้นอย่างไม่ลังเล เมื่อหุ้นที่มีดันไปโดนเกณฑ์การขายเข้า   
      
        2.) เมื่อเกิดเหตุการณ์ตรงกันข้ามกับที่คุณคิดไว้ กรณีนี้อาจจะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เช่นเกิดข่าวลือรุนแรง แรงขายกระหน่ำจนผิดสังเกตุ อันนี้ก็ช่วยไม่ได้ที่ต้องโกยเถอะโยมครับ แต่ถ้าจะให้ดี ยังไงก็ควรจะขายได้ในช่วงแรกๆน่ะครับ ไม่ใช่ไปขายตอนตลาดร่วงไป 7-8% แล้วเพิ่งมาขาย ไม่ดีๆ   
     
     3.) เมื่อได้ราคาตามเป้าหมายที่วางไว้ อันนี้เข้าใจง่ายที่สุดแล้วครับ ไม่ว่าคุณจะวางเป้าหมายกำไรไว้ที่เท่าไหร่ก็ตาม เมื่อถึงเป้าหมาย คุณขาย!! แค่นี้แหล่ะครับ ไม่ใช่โลภถือต่อไปเพราะเห็นว่าจะได้กำไรอีก (บางกรณีอาจจะได้ครับ) ยังไงซะก็ให้คิดเสมอว่า กำไรคือกำไร ถ้าได้ทำตามเป้าหมายแล้ว นั้นแหล่ะคือสุดยอดของนักลงทุนแล้วครับ  
     
     4.)เมื่อระบบการเทรดส่งสัญญาณขาย อันนี้แนะนำอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนและเทรดเดอร์ที่เชื่อมั่นใน Technical Analysis หรือกราฟเทคนิค กราพช่างกล กราฟเทคโนทั้งหลายนั้นแหล่ะครับ เมื่อเกิดสัญญาณขายขึ้น ไม่ว่าตอนนั้นหุ้นจะดีเพียงใด จะไปต่อหรือไม่ ถ้าเครื่องมือส่งสัญญาณขาย คุณก็ต้องขาย!!  
     
     5.) เมื่อราคาหุ้นมาแตะจุดขาดทุนที่คุณจะรับได้ (จุด Cut Loss) อันนี้ก็เป็นวินัยในการ Cut Loss หรือการตัดเนื้อร้ายนั้นเองครับ เช่นคุณวางจุด Stop Loss ไว้ที่ 10% จากราคาซื้อขาย ถ้าหุ้นร่วงมาแตะ 10% เมื่อไหร่ คุณก็ต้องทำตามวินัย ก็คือการขายตัดเนื้อร้ายทิ้งทันที อยากให้รู้ว่าการที่มีจุด Stop Loss ทุกครั้งนั้น จะทำให้เราการันตีได้ว่า การลงทุนในแต่ละครั้ง เราจะขาดทุนไม่เกินจำนวนเปอร์เซนต์ที่วางไว้ มันก็เท่ากับปิดประตูแพ้ครับ ที่เหลือก็ค่อยไปดูความสามารถในการทำกำไรหรือการ Let Profit Runs นั้นเอง   
    
     6.) เมื่อนักลงทุนรู้ตัวว่ากำลังอยู่ผิดที่ผิดทาง หรือเรียกว่า รู้ตัวว่าผิดนั้นเองครับ ข้อนี้ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดกับนักลงทุนที่มีประสบการณ์พอสมควรครับ อาจจะเกิดโดย สัญชาตญาณหรือ สิ่งที่เคยพบเจอในอดีตจึงทำให้นักลงทุนเหล่านี้ รู้ว่าต้องขายทำกำไรหรือขายทิ้งเอาตัวรอดครับ
หากนักลงทุนทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่าทำได้ตามเกณฑ์ที่ตนเองได้วางไว้อย่างเคร่งครัดแล้วหล่ะก็ คุณย่อมจะประสบความสำเร็จในเส้นทางการลงทุนในตลาดหุ้นหรือตลาดทางการเงินใดๆก็ตามอย่างแน่นอนครับ 

เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ
เทรดเดอร์ที่ประสบความล้มเหลว
ถือหุ้นไปเรื่อยๆ จะขายทำกำไร เมื่อถึงเกณฑ์การขายที่ตั้งไว้
จึงมักจะทำกำไร รอบใหญ่ได้อยู่เรื่อยๆ
ไม่มีเกณฑ์การขายเป็นของตัวเอง กังวลว่ากำไรที่ได้เล็กๆน้อยๆ จะกลายเป็นขาดทุน จึงมักจะ ขายหมูอยู่ร่ำไป




  


สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับนักลงทุนและเทรดเดอร์ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนแนวไหน ไม่ใช่อยู่ที่การ ซื้อครับ แต่เป็นการ ขายต่างหากที่ยากยิ่งนัก แต่มันจะง่ายทันทีถ้านักลงทุนวางกฏเกณฑ์ในการขายหุ้นอย่างเป็นระบบ อย่างถูกวิธีและปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัดครับ

Wizard Kid
9 October 2010
19:23
น.
         

“The What-If Game” - เกมส์ของคนชอบ “ถ้า” ที่ “ไม่เข้าท่า” (One Night Stand Discussion #24)


นี่ถ้าเราซื้อหุ้น PTT ตั้งแต่ IPO แล้วถือไม่ขายน่ะ ป่านนี้รวยไปนานแล้ว” 

โอ๊ย!! ถ้าเข้าซื้อหุ้น TRUE ตั้งแต่ 3 บาทแล้วขายตอน 7 บาทน่ะ..รวยโคตร! หุหุ

เชื่อมั๊ย ถ้าชั้นซื้อหุ้นตอนหลังวิกฤติเศรษฐกิจแล้วถือจนถึงตอนนี้น่ะ เป็นเศรษฐีร้อยล้านไปนานแล้ว

อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าชั้นขายหุ้น A แล้วไปซื้อหุ้น B แล้วถ้าเกิดหุ้น A กลับราคาสูงขึ้นดีกว่าหุ้น B หล่ะ?”

ถ้า...ถ้า...ถ้า...แล้วก็..ถ้า!!!! เชื่อแน่ว่าคำๆนี้ ความคิดแบบนี้ ย่อมเคยเกิดขึ้นกับทุกๆคน ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนหรือไม่ก็ตาม เจ้าคำว่า ถ้า...มันจะตามหลอกหลอนนักลงทุนหรือแม้กระทั่งเทรดเดอร์อย่างผมเองไปชั่วชีวิตการเทรด ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานการณ์ไหนกตาม นักลงทุนทุกคนย่อมมีคำว่า ถ้า...ผุดขึ้นมาในสมองแทบทั้งนั้น 

ไม่ว่าจะเป็นตอนที่คุณได้กำไร แล้วเห็นราคาหุ้นที่คุณเพิ่งขายดีดทะยานขึ้นไปต่อ คุณก็จะเสียดายแล้วก็คิดว่า ถ้าเราไม่ขายน่ะ...ป่านนี้รวยกว่านี้อีก” 

ยิ่งไปกว่านั้น ตอนคุณขาดทุน คุณก็จะคิดว่า ถ้าชั้นไม่โลภ ขายทำกำไรไปตั้งแต่แรก ป่านนี้ก็ไม่ต้องมาจมปลักขายขาดทุนหุ้นบ้านี้หรอกหรือ “”

....นื่คือสิ่งธรรมดาที่ย่อมเกิดขึ้นได้...ไม่ผิดหรอกครับ...

แต่....! ประโยค ถ้า... ที่ไม่ควรให้เกิดขึ้นในสมองและความคิดของนักลงทุนทุกคนก็คือคำว่า

..ถ้าเราถือหุ้น A ต่อน่ะ ป่านนี้รวยไปแล้ว” “ถ้าขายตั้งแต่แรก ก็ไม่ต้องติดดอยหรอก..

หรือจะ ถ้า...อะไรก็แล้วแต่ ที่มันทำให้คุณต้องมาโทษตัวคุณเอง ต้องมานั่งเซ็งกับการกระทำที่มันได้ผ่านมาแล้ว และไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้

สิ่งเรานี้ ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับนักลงทุนทุกๆท่านอีกต่อไป เพราะการที่มัวแต่จมอยู่กับอดีต การลงทุนที่ผิดพลาด และมานั่งคิดว่า ถ้า..อย่างนั้น และ ถ้า..อย่างนี้ เนี่ยะ...

...มัน ไม่เข้าท่า..เลยครับ!!! 

เพราะมันคือสิ่งที่จบไปแล้ว คุณแก้ไขไม่ได้ ไม่สามารถเรียกมันคืนกลับมาได้และที่สำคัญมันจะทำให้คุณไม่กล้าที่จะก้าวเดินต่อไป ดังนั้นแล้ว วิธีที่จะใช้คำว่า ถ้า..กับการลงทุนที่ดีสุดก็คือ

ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต เราจะต้องทำอย่างไร ถึงจะได้ผลลัพธ์ดีที่สุด

คำๆนี้มากกว่า ที่นักลงทุนควรจะนำมาคิดตลอดเวลา หรือที่เรียกว่า การเรียนรู้จากความผิดพลาดและเรียนรู้จากมัน แล้วก้าวต่อไปอย่างมั่นคง

ดั่งคำที่ Johnnie Walker ได้กล่าวไว้ว่า “Keep Walking”
หรือที่ Toyota ยึดมั่นใน “Moving Forward” (หุหุ ไม่ได้ค่าโฆษณาน่ะครับ แต่ชอบสโลแกนเค้าจริงๆ)

สำหรับนักลงทุนหรือเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จที่ผมรู้จักนั้น คำว่า ถ้า..แทบจะไม่มีในหัวเลยครับ เพราะเค้าเหล่านี้ยอมรับและเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนเองได้ตัดสินใจไปแล้ว ไม่ว่าจะถูกหรือผิด ไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุน เค้าเหล่านี้จะไม่มามัวนั่งเสียดาย คิดเล็กคิดน้อยกับคำว่า ถ้า..ที่ ไม่เข้าท่ากันหรอกครับ เพราะมันได้จบไปแล้ว 

สิ่งที่ดีที่สุด ก็คือ ก้าวต่อไป และ เรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต ครับ

ลองถามใจตัวเองดูน่ะครับ ว่าชีวิตนี้ไม่ว่าจะเป็นทั้งชีวิตการลงทุนหรือแม้กระทั่งชีวิตประจำวันของตัวคุณเองนั้น ใช้คำว่า ถ้า..บ่อยแค่ไหน 

และได้นำ ถ้า..ที่คุณคิดนั้น มาแก้ไขในสิ่งที่คุณคิดว่า ไม่เข้าท่าให้มัน เข้าท่าแล้วหรือยัง

ถ้าคุณยังไม่ได้ทำ เวลายังพอมีให้คุณแก้ไขมันครับ

ถ้าเวลา..ย้อนกลับได้..ก็คงดี
ถ้าซื้อถือ..แล้วไม่ขาย..ก็คงรวย
ถ้าขายก่อน..ก็คงไม่..ติดดอยหนาว
ถ้าคิดได้..แค่นี้แล้ว..อย่าคิดเลย!!”

Wizard Kid (aka.เทรดเดอร์เจ้ากวี)
9 October 2010
15:11
น.